บอร์ดสนทนา > พูดคุยทั่วไป

รบกวนเปรียบเทียบ Spring เดิม กับ King หน่อยครับ ใส่ Hotbits

<< < (3/4) > >>

pom fortuner:
ว่าง ๆ ก็ค่อย ๆ อ่านกันน๊ะครับ

ค่า K ของสปริง (Spring Rate)คือค่าความแข็ง-อ่อนของสปริงที่จะยุบตัวตามสัดส่วนตามน้ำหนักที่กดทับ โดยมีหน่วยเป็น Kg/mm ,N/mm หรือ Lbs/in ( 1 Kg/mm = 9086 N/mm = 56 Lbs/in)

                ตัวอย่างเช่น สปริงมีค่า K = 5 Kg/mm แสดงว่าสปริงตัวนี้ เมื่อมีน้ำหนัก 5 กิโลกรัมมากดทับ สปริงจะยุบตัวลง 1 มิลลิเมตร
                เพราะฉะนั้น สปริงที่ค่า k มากจะยุบตัวหรือแข็งกว่าสปริงที่มีค่า k น้อย
ชนิดของสปริง

              1.  Linear Spring คือสปริงที่มีระยะห่างระห่างขดเท่ากันตลอดทั้งวง เช่นแต่ละขดห่างกัน 20 ม.ม.ตลอดทั้งวง สปริงนี้จะมีค่า k เดียว

              2.  Step Spring   คือสปริงที่มีระยะห่างระหว่างขดแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือมีทั้งขดถี่และห่างในวงเดียวกัน เช่นห่างกัน 15 และ 25 ม.ม.เท่ากับว่าสปริงนี้มีค่า k  2 ค่าในวงเดียวกัน  เมื่อมีน้ำหนักมากดทับ ขดที่ถี่กว่าจะยุบตัวก่อน (ค่า  k น้อย) จนเมื่อน้ำหนักมากขึ้นขดสปริงที่ห่าง(ค่า k มาก)จะมารับช่วงต่อเป็นการทำงานที่ต่อเนื่อง และประสานความนุ่มนวลขณะคลาน และมั่นคงในการขับขี่ขณะกดคันเร่งลึกๆ

             3.   Progressive Spring คือสปริงที่มีระยะห่างระหว่างขดไม่เท่ากันเลย จะมีระยะห่างระหว่างขดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ค่า k ของแต่ละขดจะไม่เท่ากัน สปริงนี้จะค่อยๆเพิ่มความแข็งขึ้น ไปจนถึงค่า k สูงสุด  ขับช้าก็นิ่ม ยิ่งเร็วยิ่งแข็งขึ้นตามลำดับอย่างต่อเนื่อง

ค่า k ของสปริงรถยนต์คือค่าความแข็งของ ขดสปริงรถยนต์หรือคอลย์สปริง ที่ใช้ในระบบรองรับน้ำหนักรถยนต์
      
       สำหรับผู้ผลิตรถยนต์ เมื่อทำการออกแบบระบบรองรับน้ำหนักรถยนต์ วิศวกรจะต้องกำหนดค่า k ของคอลย์สปริงให้เหมาะสมกับการใช้งานและน้ำหนักของรถยนต์ เพื่อให้ได้สมรรถนะการขับขี่และยึดเกาะถนนที่ดี รวมถึงการทรงตัว และความนุ่มนวลในการขับขี่ โดยสอดคล้องกับการใช้งานจริง
      
       รถยนต์ในแต่ละยี่ห้อจะมีค่า k ที่แตกต่างกันออกไป ถึงแม้ในรถบางรุ่นที่ใช้ตัวถังเดียวกัน แต่ต้องดูว่ามีอะไรแตกต่างกันบ้าง เช่น ขนาดของเครื่องยนต์ ตำแหน่งการจัดวางเครื่อง การออกแบบระบบขับเคลื่อน ระบบกันสะเทือน น้ำหนักรถยนต์รวมทั้งความสามารถในการรับน้ำหนักบรรทุกขณะใช้งาน

ค่า k ของสปริงแข็ง เหมาะสำหรับรถยนต์ที่ใช้ความเร็วสูง จะช่วยให้ยึดเกาะถนนทรงตัวดี แต่หากใช้กับการใช้งานทั่วไปที่ความเร็วต่ำจะขาดความนุ่มนวลไปบ้าง แต่ก็ขึ้นกับปัจจัยอื่นประกอบ
      
       ค่า k ของสปริงอ่อน เหมาะสำหรับรถยนต์ที่ใช้งานในความเร็วต่ำๆ ซึ่งจะให้ความนุ่มนวลในการขับขี่ แต่เมื่อใช้ความเร็วสูงๆ จะทำใหรถมีอาการโยนตัวหรือโคลงได้
      
       ปัจจุบันจะเห็นได้ว่า หลายคนเมื่อซื้อรถยนต์ใหม่ก็อยากที่จะไปตกแต่งระบบกันสะเทือนใหม่ โดยใช้วิธีเปลี่ยนล้อ เพิ่มขนาดล้อ ดัดแปลงคอลย์สปริงด้วยการตัดหรือเปลี่ยนใหม่ แม้กระทั่งยกชุดเปลี่ยนโช้คอัพใหม่ทั้ง 4 ตัว ตามร้านประดับยนต์ทั่วไป
      
       ดังนั้น หากผู้ใช้รถมีความประสงค์ที่จะดัดแปลงระบบช่วงล่างให้แตกต่างจากโรงงานกำหนด ควรคำนึงถึงค่า k ว่าเหมาะสมกับการใช้งานจริงหรือไม่ หรือสอบถามผู้ที่ชำนาญก่อนตัดสินใจ

ไอ้ตัวค่า K ที่พูดกันมันก็คือ  Sping Rate ซึ่งค่านี้จะมีผลกับความนุ่มนวลของช่วงล่างโดยตรง  

Sping rate (k) คือค่าความแข็ง-อ่อนคงที่ของสปริงที่จะยุบตัวเป็นส่วนตามน้ำหนักที่กดทับ  โดยทั่วไปของญี่ปุ่น จะใช้หน่วยเป็น Kg/mm.  กิโลกรัม/มม.
ซึ่งบ้านเราจะคุ้นเคยกับหน่วย Kg/mm. มากกว่า   แต่ก็มีบ้างที่ใช้หน่วยเป็น N/mm. และ lbf/in...
โดย 1Kg/mm. จะเท่ากับ 56 lbs/in และ 9.86 N/mm. นั่งเอง

ยกตัวอย่าง
คอยล์สปริงของรถรุ่นเดียวกัน แต่ค่า k ต่างกัน คือ  

ตัวแรกอยู่ที่ 8Kg/mm.
ตัวที่สองอยู่ที่ 12 Kg/mm.

เท่ากับว่า สปริงตัวแรกจะยุดตัวลง 1มม. เมื่อมีน้ำหนัก ขนาด 8 กก. มากดทับ  ในขณะที่ตัวที่สอง ต้องใช้น้ำหนักถึง 12 กก. สปริงจึงจะยุบตัวลง 1 มม.

ซึ่งนั่นเท่ากับว่าสปริงตัวที่ 2 แข็งกว่าสปริงตัวแรกนั่นเอง  


มีข้อวิเคราะห์คร่าวๆ ได้ด้วยตาเปล่าครับ

1.ความโตของสปริง ที่ยิ่งข้อใหญ่ก็จะยิ่งแข็งนั่นเอง

2.เส้นผ่าศูนย์กลางของคอยล์สปริง หากได้โดยเอาเส้นผ่าศูนย์กลางด้านนอกของคอยล์สปริง "ลบ" ด้วยความโตของเส้นสปริง (หน่วยเป็น มม.)  ก็จะได้ตัวเลขของเส้นผ่านศูนย์กลางของคอยล์สปริงนั่นเอง  ซึ่งถ้าตัวเลขของเส้นผ่านศูนย์กลางยิ่งมาก (วงกว้างขึ้น) ค่า k ก็จะยิ่งลดลง

3.จำนวน และรูปแบบของขดสปริง   สปริงที่มีจำนวนขดน้อยกว่า จะมีค่าความแข็งสูงกว่า  แต่ก็ยังมีตัวแปรในส่วนของรูปแบบของขดสปริงเกี่ยวข้องอีก  โดยสามารถแบ่งได้เป็น 3 แบบ

   3.1 Linear spring ก็คือ สปริงที่มีระยะห่างระหว่างขดเท่ากันโดนตลอดทั้งชิ้น  สมมติว่าสปริงแต่ละขดห่างกัน 15 มม. มันก็จะห่างเท่ากันยังงั้นตลอดทั้งเส้น  ซึ่งค่า k ของสปริงแบบนี้จะเป็นค่าเดียว

   3.2 step spring สปริงแบบนี้จะมีระยะห่างแต่ละขด แบ่งออกเป็น 2 ระยะคือ  มีทั้งขดถี่และห่าง ในวงเดียวกัน  เช่น 15 กับ 30 มม. เท่ากับว่ามีค่า k 2 ระดับในคอยล์สปริงขดเดียว  คือ  เมื่อมีน้ำหนักมากดทับที่ตัวสปริง ขอที่ถี่จะยุบตัวก่อน(ค่า k น้อย)   จนเมื่อน้ำหนักมากขึ้น ขดสปริงที่ห่าง (ค่า k สูงกว่า) ก็จะเข้ามารับผิดชอบต่อ  เป็นการผสานซึ่งความลงตัวของความนุ่มนวลในขณะคลานและมั่นคงในการขับขี่ยามกระหน่ำคันเร่งหนักๆ  ได้อย่างดี

   3.3  Progressive Sping  แบบนี้จะมีระยะห่างระหว่างขดไม่เท่ากันเลย คือ จะชิด แล้วค่อยๆเพิ่มระยะความห่างไปเรื่อยๆ  ค่า k ของสปริงแต่ละขดก็จะไม่เท่ากันด้วย  เท่ากับว่าสปริงแบบ Progressive  จะนำเสนอตั้งแต่แรงกดน้อยๆ  แล้วค่อยๆ เพิ่มอย่างต่อเนื่องไปจนถึงค่า k สูงสุดเลยทีเดียว


ขอบคุณที่มา : http://manager.co.th | 7 ก.ย. 2549 เวลา : 19:03:09 น

เชน_นิมมาน:
สปริง king  ที่ใช้อยู่เป็นตัวไหนครับ 
ขอข้อมูลหน่อย  ด้านหลังเป็นเบอร์อะไร  212 หรือ 212c

MaTrIx:
สปริงที่ใช้ ด้านหลังเป็น S212 ครับผม แต่ที่ผมว่ากระด้างนี่ ทั้งหน้าหลังนะครับ ขับเร็วนี่ผมไม่เถียงว่าค่อนข้าง ok เลย แต่ว่าใน กทมนี่ กระด้างมากเลยครับผม

MaTrIx:
จริงๆ ตอนนี้ใส่ King อยู่ครับ ใช้มาสักพัก Revalve มาแล้วหลายครั้ง ก็ยังรู้สึกว่ากระด้างอยู่ เจอ ลูกระนาด รูสึกสะท้านขึ้นมาบนรถเลย.. แต่ว่าลืมความรู้สึกสริงเดิมไปแล้ว เลยมาลองถามดูครับว่ามันจะนิ่มกว่า King มั้ย... หรือมี spring สูง standard ตัวไหนแนะนำมั้ยครับ

MaTrIx:
จริงๆ ตอนนี้ใส่ King อยู่ครับ ใช้มาสักพัก Revalve มาแล้วหลายครั้ง ก็ยังรู้สึกว่ากระด้างอยู่ เจอ ลูกระนาด รูสึกสะท้านขึ้นมาบนรถเลย.. แต่ว่าลืมความรู้สึกสริงเดิมไปแล้ว เลยมาลองถามดูครับว่ามันจะนิ่มกว่า King มั้ย... หรือมี spring สูง standard ตัวไหนแนะนำมั้ยครับ

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว

Go to full version